แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กลับมาแล้วครับ

อย่างแรกก็ต้องสวัสดีก่อน สวัสดีครับ ผมไม่ได้เขียนบล็อกที่นี่มาเกือบจะปีครึ่งได้แล้ว ปกติเวลาผมหายไปนานๆ แล้วกลับมาเขียนใหม่ผมจะต้องออกตัวก่อนว่ายังไม่ตายนะครับ แต่มุกนี้ก็เล่นบ่อยไปแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งนี้ก็คงไม่เล่นซ้ำอีก

ครับ ตกลงว่าผมยังไม่ตายครับ :P

ส่วนสาเหตุที่หายไปก็เรื่องเดิมๆครับ ปัญหาชีวิต + ขี้เกียจเขียน (เป็นเหตุผลที่แย่ที่สุดในโลกเลยวุ้ย)

ต่อไปนี้จะพยายามกลับมาเขียนให้สม่ำเสมอเหมือนเดิมครับ (แต่ก่อนก็ไม่ได้สม่ำเสมอนี่หว่า)

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552

ช่วงนี้ชีวิตเปลี่ยนแปลงบ่อย

ผมหายหน้าหายตาหายหัวหายตัวไปจากบล็อกซะนาน กลับมาอาทิตย์ที่แล้วก็ไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าไม่อยากเขียนหรอกนะครับ ไอ้เขียนหนะอยากเขียนมาก เรื่องที่อยากเขียนอยากบ่นอยากเล่าหนะก็มีมากมาย แล้วก็ไม่ใช่ไม่มีเวลาหรอกนะครับ เวลาหนะพอถึงจะยุ่งแต่ก็พอจะเจียดมาเขียนบล็อกได้บ้างแหละ สิ่งเดียวที่ไม่มีกะจิตกะใจจะเขียนครับ

ช่วงที่ผ่านมาอากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อยเนอะ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก (ที่บ้านผมมีลูกเห็บตกด้วย) ชีวิตผมช่วงนี้ก็เหมือนกันครับ เปลี่ยนแปลงบ่อยพอๆกับอากาศเลยทีเดียว มีเรื่องวุ่นวายเข้ามาในชีวิตมากมายก็เลยเป็นสาเหตุให้เว้นว่างจากการเขียนบล็อกไปซะนานครับ แล้วกลับมาครั้งนี้ก็ไม่แน่อาจจะเว้นหายไปอีกนานเหมือนกัน แต่ก็ช่างมันเหอะ บล็อกนี้มันไม่มีสาระ (ถึงผมจะจบจากโรงเรียนสารวิทยาก็เถอะ ฮ่าๆ) นอกจากเป็นการบ่นๆของผมเพียงคนเดียว มีคนอ่านก็ดี ไม่มีคนอ่านยิ่งดีใหญ่

เอ้า แก้ตัวพอแล้ว เริ่มเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาดีกว่า เอาแบบคร่าวๆเลย รายละเอียดไว้แยกเขียนเป็นตอนๆอีกทีละกัน

  • เรียนจบแล้ว
  • หลังเรียนจบพ่อผมไม่สบายอย่างหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบเดือน
  • เริ่มงานแล้ววันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา งานสนุกมากๆ แต่ก็ยากใช้ได้เลยทีเดียว
  • ตอนนี้กำลังมีปัญหาชีวิตกับธุรกิจขายตรงอย่างมากมาย เป็นปัญหาที่ทำให้ผมเครียดมากทีเดียว
ทั้งหมดนี่ก็เป็นสรุปคร่าวๆเกี่ยวกับตัวผมในช่วงที่หายไป ไว้เดี๋ยวจะกลับมาเขียนเล่ารายละเอียดให้ฟังอีกทีดีกว่า (ถ้าทำได้นะ)

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยนะครับ รักษาสุขภาพด้วย (ไอ้คนพูดหนะทำตามที่พูดได้รึปล่าววะนั่น)

ไว้โอกาสอำนวย จะกลับมาเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง ("ใครมันจะอยากฟัง" - เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา)

เคาะกะลาให้หมาดีใจ

จะมาเคาะกะลาให้หมาดีใจทำไมเนี่ย

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สอบวันสุดท้าย

พรุ่งนี้ (27 กุมภาพันธ์) จะเป็นวันที่มีการสอบวิชาสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาปริญญาตรีแล้วครับ ตอนที่มาเขียนบล็อกอยู่นี่ก็ยังอ่านไม่จบดีหรอกครับ แต่เบื่อๆก็เลยมาเขียนบล็อกซะหน่อย

วิชาที่สอบวิชาสุดท้ายก็เป็นวิชาเดียวกับวิชาที่เรียนเป็นวิชาสุดท้ายก็คือวิชา "การออกแบบวงจรรวมขนาดใหญ่มาก - VLSI Design" (ชอบชื่อวิชานี้จริงๆเลยให้ตายสิ ฮ่าๆ)

แต่ถึงจะสอบเสร็จก็ยังมีงานต้องส่งอีก 2 ตัวครับ อันแรกก็เป็นงานของวิชา FreeBSD อีกอันก็เป็นของวิชาการออกแบบวงจรรวมขนาดใหญ่มากวิชานี้นี่แหละ อ้อ มีอีกงานหนิหน่า งานของวิชา Research Method

จะจบแล้วสินะ

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เรียนจบแล้ว

เมื่อวาน (วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552) เป็นวันเรียนวันสุดท้ายของชีวิตปริญญาตรี แต่มันจะไม่ใช่วันเรียนวันสุดท้ายของชีวิตแน่ๆ จบจากนี้ไปยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ชีวิตพึ่งจะเริ่มต้น

วิชาที่ได้เรียนเป็นวิชาสุดท้ายในชีวิตปริญญาตรีก็คือ "การออกแบบวงจรรวมขนาดใหญ่มาก" สอนโดยอาจารย์อาทิตย์ ทองทักษ์

ก่อนหน้านี้วันนึงคือวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ก็ได้เข้าเรียน "Research Method" (ขอโทษด้วย จำไม่ได้ว่าวิชานี้ชื่อภาษาไทยคืออะไร) เข้าไปเรียนหลังจากที่ขาดเรียนวิชานี้ไปสี่อาทิตย์ติดต่อกัน (ขอโทษอาจารย์ด้วยครับ) อาจารย์ที่สอนคือ อาจารย์ พิษณุ คนองชัยยศ โดยคาบสุดท้ายของวิชานี้อาจารย์ไม่ได้สอนอะไรแต่เป็นการเล่าให้ฟังถึงเรื่องต่างๆมากกว่า (มันเป็นเรื่องต่างๆจริงๆ ไม่ได้มีหัวข้อเฉพาะเจาะจง) และพอจบอาจารย์ก็ได้อวยพรให้กับเหล่านักศึกษา ฟังแล้วซึ้งใจจริงๆ

เฮ่อ จบแล้วสินะ ชีวิตนักศึกษาปริญญาตรี โหวงๆไงไม่รู้ เฮ่อ (ขอถอนหายใจอีกรอบ)

ตอนนี้ที่ยังเหลือก็เหลือแต่ทำโครงงานกับสอบอีกหนึ่งวิชา เมื่อพ้นวันที่ 5 มีนาคมไป ก็จะจบจริงๆแล้ว

ใจหายแฮะ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

ชีวิต

ชีวิตคนเรามันสั้น อยากทำอะไรก็รีบๆทำ

จากกิ๊บ

ปล.ถึงกิ๊บจะไม่ใช่คนพูดประโยคนี้คนแรกของโลก แต่กิ๊บทำให้ผมตระหนักได้ถึงความจริงของประโยคนี้เลยเขียนเก็บไว้หน่อย

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

ชีวิตและความตาย[2]

เรื่องที่ 2 คุยกับกิ๊บ
จากที่เล่าให้ฟังในตอนที่แล้วไปว่าในช่วงปีใหม่นั้นผมต้องอยู่ทำงาน NSC ที่มหาลัยจนต้องกลับดึกๆทุกๆวัน ก็มีอยู่วันนึงครับถ้าจำไม่ผิดคิดว่าคงเป็นวันสิ้นปี ตอนนั้นผมก็นั่งทำงานไป และก็ออนเอ็มไปด้วย พอทำงานเบื่อๆก็เลยดูรายชื่อคนที่กำลังออนอยู่ครับ จะหาเพื่อนคุยแก้เบื่อ ตอนนั้นก็ไม่เจอเพื่อนที่สนิทๆจะชวนคุยซักคน ก็เลยทักเพื่อนเก่าที่เรียนด้วยกันตอนม.ปลายที่เตรียมฯครับ เป็นเพื่อนผู้หญิงชื่อกิ๊บ กิ๊บเค้าเรียนแพทย์เชียงใหม่ครับ ผมกับกิ๊บก็ไม่ได้สนิทกันมากมายหรอกนะ แต่ก็เคยคุยเอ็มกันอยู่บ้าง วันนั้นมันช่วงปีใหม่พอดีก็เลยทักไปเพื่อหวัดดีปีใหม่ซะหน่อย แล้วก็ถามไถ่สารทุกข์สุบดิบกันตามประสา ผมก็ถามกิ๊บว่า เป็นไงบ้าง (คำถามยอดฮิต แต่ตอบโคตรยาก) กิ๊บก็ตอบมาครับว่าเศร้าๆ รู้สึกไม่ค่อยดี พอถามสาเหตุไป กิ๊บก็ตอบกลับมาว่าตอนนี้เค้ามีคนไข้อายุ 26 เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย . . .

เฮ่อ ฟังแล้วก็ใจหายยังไงไม่รู้นะครับ อายุ 26 ก็มากกว่าผมแค่สี่ห้าปีเอง เฮ่อ

แล้วกิ๊บก็บอกผมมาว่ามาเรียนหมอเนี่ยทำให้เข้าใจอย่างนึงว่า ชีวิตคนเรามันสั้นนะ ก่อนจะตบท้ายด้วยประโยคสุดฮิตที่ว่า "อยากทำอะไรก็รีบทำ"

ประโยคนี้อีกแล้ว ผมฟังประโยคนี้มาจะร้อยรอบได้แล้วมั้ง แต่ไม่มีรอบไหนเลยที่ผมจะรู้สึกตระหนักได้ขนาดนี้ นั่นสินะ ชีวิตคนเรามันสั้นเนอะ สั้นจริงๆ อยากทำอะไรก็รีบๆทำ

อ่านประโยคนี้จากกิ๊บในตอนนั้นมีภาพหลายๆอย่างโผล่ขึ้นมาในหัวเลยครับ เป็นภาพผมกำลังทำสิ่งที่ผมอยากทำแต่ตอนนี้ไม่กล้าทำ เป็นภาพที่ผมกำลังจะตายแล้วกลับมานั่งเสียดายว่าทำไมถึงไม่ทำ แต่ก็อีกนั่นแหละ ถึงผมจะตระหนักได้ถึงความเป็นจริงของประโยคนี้แต่ทำไมนะ ผมถึงยังไม่รีบทำในสิ่งที่อยากทำอีก ทำไมกันนนนน

(ความจริงผมก็รู้คำตอบแหละนะครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุผลนั้นมีน้ำหนักมากพอรึปล่าว)

ครับ ชีวิตคนเรามันสั้นนะครับ อยากทำอะไรก็รีบๆทำ

ขอให้คุณคนที่อ่านบล็อกของผมอยู่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำนะครับ

ผมเอง

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

ชีวิตและความตาย[1]

ช่วงนี้ชีวิตผมเกี่ยวข้องกับคำว่า "ตาย" เยอะพอสมควรครับ เยอะในระดับที่ต้องเอามาเขียนบล็อกเลยทีเดียว

แต่ก่อนอื่นขอขยายความหน่อย
ชีวิตในที่นี้หมายถึงชีวิตของผมและชีวิตของคนอื่นๆนะครับ ส่วนความตายหมายถึงความตายของคนอื่นที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตและความตายของผมเอง

เรื่องที่ 1 รีบอร์น
รีบอร์น คืออะไร? แปลตามตัวแปลว่าเกิดใหม่ (reborn) แต่รีบอร์นที่ผมจะพูดถึงหมายถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนึงครับ ชื่อเรื่องเต็มๆคือ "รีบอร์น ครูพิเศษจอมป่วน" การ์ตูนเขียนให้เป็นเรื่องของมาเฟีย (ตรงไหนวะ) ช่วงแรกๆของการ์ตูนเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากตลกไปวันๆ พอผ่านมาเจ็ดแปดเล่มก็เปลี่ยนเป็นการ์ตูนต่อสู้แฟนตาซีที่สนุกมากๆ แต่ที่จะพูดถึงไม่ใช่แนะนำการ์ตูนหรือย่อเรื่องให้อ่านกันหรอกนะครับ ผมจะมาพูดถึงเรื่องความตายของซึนะพระเอกในเรื่องนี้

พระเอกเรื่องนี้เป็นพวกใจไม่สู้ครับ ในเรื่องเค้าเรียกกันว่า "เจ้าห่วยซึนะ" ซึ่งเจ้าห่วยซึนะเองก็แอบชอบสาวอยู่นางนึงครับ ก็ตามธรรมเนียมของการ์ตูน หญิงสาวที่พระเอกชอบก็ต้องเป็นดาวเด่นของโรงเรียนที่ไม่คู่ควรกับเจ้าห่วยซักนิด พระเอกก็สำนึกตัวดีครับว่าไม่คู่ควรเลยไม่ได้เปิดเกมรุกไป จนกระทั่งรีบอร์นมาถึง รีบอร์นเป็นชื่อนักฆ่าที่มาเป็นครูสอนพิเศษให้ซึนะ (อย่าเอาอะไรมากกับการ์ตูน) รีบอร์นเห็นท่าทีของซึนะที่มีต่อนางเอกก็รู้ทันทีเลยว่าซึนะแอบชอบนางเอกอยู่ คุยกันอีท่าไหนก็ไม่รู้สุดท้ายรีบอร์นชักปืนออกมายิงขมับซึนะซะงั้น ฉากที่ซึนะโดนยิงนี่เป็นฉากที่กินใจผมมากเลยทีเดียวครับ ชอบความคิดก่อนตายของซึนะในฉากนั้นมากๆ

ตอนที่คนเรากำลังจะตายแบบทันทีทันใด คนเราจะคิดถึงอะไร ถ้าผมเป็นซึนะ ผมก็คงคิดอย่างเดียวกับซึนะนั่นแหละครับ คิดถึงเรื่องที่ค้างคาใจอยู่ เรื่องที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ เรื่องที่อยากทำแต่ไม่กล้าทำ

ซึนะในตอนนั้นเสียใจที่ตัวเองไม่ได้บอกรักนางเอก เสียดายที่จะต้องตายไปโดยไม่ได้บอกรัก ถ้ารู้ว่าจะต้องตายน่าจะพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อบอกรักนางเอก บางทีนางเอกอาจจะรับรักเจ้าห่วยคนนี้ก็ได้ (ใครจะไปรู้?)

เป็นฉากที่กินใจผมจริงๆเลยครับ ฉากนี้แม้มีอยู่แค่เพียงหน้าเดียว แต่ตอนอ่านครั้งแรกผมกลับมาอ่านหน้านี้ซ้ำอีกสองสามรอบเลยทีเดียว

นั่นสิเนอะ ถ้ารู้ว่าต้องตายตอนนี้ตอนนั้นน่าจะพูดออกไป เฮ่อ แต่พูดก็พูดเหอะ ชีวิตคนเรามันก็เป็นอย่างนี้ซะอยู่เรื่อย ทำไมน้า ต้องมีแต่ตอนจะตายเท่านั้นถึงจะมารู้สึกเสียดาย คงเป็นเพราะตอนที่เราจะตายมันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้วหละมั้งนะ :)

เฮ่อ พอมาเขียนเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองขึ้นมาไงไม่รู้ เขียนไปเขียนมาหดหู่เองซะได้ เหอๆ

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เศร้าๆ

เศร้าๆ เฮ่อ

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แย่จริงๆเลย

วันนี้มันเป็นวันที่แย่อะไรแบบนี้วะ นึกว่าจะปิดสวยซะหน่อย กลับโคตรห่วยเลยแฮะ

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นี่แหละชีวิตที่ต้องการ (???)

มีความหลังคอยทิ่มแทง
มีคู่แข่งคอยทายท้า
มีเพื่อนรักคอยเยียวยา
มีแผ่นฟ้าคอยปลอบใจ

ปล. เอามาจากกระทู้นึงในพันทิปห้องกำลังภายใน

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แผนการชีวิต

ด้วยนิสัยที่ลังเลยังกับพระเอกซีซั่นเชนจ์บวกกับเตียบ่อกี้จากดาบมังกรหยก เสริมกับนิสัยที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้ผมแผนการชีวิตของผมออกมาช้าและสะเปะสะปะไปบ้าง แต่แผนการที่ไม่ดียังดีกว่าไม่มีแผนการ ตอนนี้ก็สรุปได้แล้วว่าชีวิตของผมอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะทำอะไรบ้าง

เรียนจบ รับปริญญา ปฎิเสธพวกที่มาชวนให้ขายแอมเวย์ เข้าทำงานที่บริษัทคอมฯ ตำแหน่ง System Engineer บริษัทเล็กๆได้ บริษัทใหญ่ๆทำ แต่บริษัทกลางๆขอเก็บไปคิดซักวันสองวันก่อนแล้วค่อยปฎิเสธไป พอได้งานแล้วเงินเดือนเดือนแรกผมก็คงทำตามธรรมเนียมของชนชั้นกลางที่ต้องให้พ่อแม่ที่ส่งเสียมาเก็บไว้ ก่อนที่จะขอแลกเช็คในเดือนถัดไป

ทำงานไปเตรียมสอบ TOEFL และ GRE ไป (ไม่ได้หมายความว่าไปเตรียมสอบในเวลาทำงาน แต่หมายถึงเอาเวลาว่างจากการทำงานและเวลาว่างจากการไม่ทำงานไปเตรียมสอบ) แล้วก็ไปสอบซักเดือนพฤษภาปีหน้า สอบเสร็จผล TOEFL ก็จะออกมาได้ 100 คะแนนกว่าๆ จากนั้นก็หาทุนไปเรียนต่อที่อเมริกาหรือญี่ปุ่นพร้อมทุนอาหารกลางวัน (อาหารเช้าไม่ต้องเพราะผมกินรวมกับอาหารกลางวัน) โดยจะไม่ต้องไม่ใช่ทุนก.พ. (ข้าราชการพลเรือน) และทุนที่ต้องใช้ทุนทุกชนิดยกเว้นแต่เค้าจะตรากฏว่าหนีทุนได้ไม่ผิด และต้องไม่ใช่ทุนพ.ก. (พ่อกู) เพราะพ่อยอมลงทุนในหุ้นที่มีอนาคตเท่านั้น ลูกที่มีอนาคตไม่นับ เพราะผันผวนเกิน

จากนั้นก็ไปเรียนต่อโททางด้าน System Software และเรียนให้จบปริญญาเอก ถ้าทำได้ ต้องทำให้ได้

จากนั้นก็ ก็ ก็ . . .

ก็อะไรต่อดีหละ

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สับสน

ช่วงนี้กำลังสับสนกับชีวิต ไม่รู้จะเอายังไงดี ความจริงแล้วมันก็ความผิดเราส่วนนึงด้วยเหมือนกัน ไม่เตรียมตัวให้ดีเอง แล้วก็มาบ่น

โอ้ย เอาไงดีวะ

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วันสุดท้าย

ตอนที่เขียนบล็อกตอนนี้อยู่ก็เป็นวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ครับ พรุ่งนี้ก็จะเปิดเทอมแล้ว เป็นเทอมที่ 8 ของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย พูดอีกทีก็คือเทอมสุดท้ายแล้วครับ ดังนั้นวันนี้ก็คือวันปิดเทอมวันสุดท้ายในชีวิตสำหรับใครหลายๆคน (อาจจะรวมถึงผมด้วย ถ้าหาทุนเรียนต่อไม่ได้) ฟังดูแล้วหดหู่พิกลแฮะ ทั้งหดหู่ทั้งอ้างว้างเลย ไม่รู้ว่าชีวิตข้างหน้าต่อไปจะเป็นยังไง จะหาทุนที่อยากได้ได้มั้ย

แต่จริงๆแล้วก็ไม่อยากเรียนจบเลยครับ (อ้าว พูดเป็นลางซะงั้น) อยากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจังเลย เฮ่อ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ชีวิตช่วงนี้

กลับมาเขียนบล็อกต่อแล้วครับ ไม่ได้เขียนซะนานเพราะผมมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งอยู่ (ต่อไปนี้จะพยายามเลิกนิสัยนี้แล้วครับ สัญญา) ไอ้ประสบการณ์เรื่องที่ไปแข่งที่จีนก็ยังเขียนไม่เสร็จ ก็ไม่รู้สิ ยังไม่ค่อยมีอารมณ์จะเขียนต่อซักเท่าไหร่ (นี่ก็เป็นหนึ่งในนิสัยผัดวันประกันพรุ่งเหมือนกัน) แต่ไม่ต้องห่วงครับ ยังไงก็จะเขียนต่อให้จบแน่ๆครับ

กลับมาดูบล็อกที่ตัวเองเขียนไว้ครั้งล่าสุดที่เขียนเป็นชิ้นเป็นอันก็ตั้งเดือนสิงหานู่นแหนะ อู้ไปนานเลยแฮะ ต่อไปนี้ผมจะพยายามเขียนบล็อกที่นี่ให้ได้ทุกวันครับ

มาเล่าถึงชีวิตช่วงนี้ดีกว่า ช่วงนี้ก็ปิดเทอมมาได้อาทิตย์นึงแล้วครับ แต่ถึงจะปิดเทอมไปแล้วแต่อาทิตย์ที่แล้วก็ยังมีเรื่องต้องไปมหาวิทยาลัยเกือบจะทุกวัน ก็ไปทำโปรเจกต์รายวิชาครับ พึ่งจะมาได้หยุดอยู่บ้านก็อาทิตย์นี้แหละ

แต่ถึงอาทิตย์ที่แล้วผมจะต้องไปทำงานที่มหาลัยเกือบทุกวันก็ยังหาเวลามาอ่านหนังสือ (ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน) จบไปตั้งสามเล่มแหนะ หนังสือที่อ่านจบไปทั้งสามเล่มนั้นก็ได้แก่
  1. ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้
  2. 30 วิธีเอาชนะโชคชะตา
  3. WORLD CLASS สร้างคนไทยไประดับโลก
ทั้งสามเล่มก็เขียนโดยคุณบัณฑิต อึ้งรังษีครับ

ความจริงแล้วเรื่อง "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" เคยอ่านไปสองรอบแล้วครับ ส่วนเรื่อง "30 วิธีเอาชนะโชคชะตา" ก็เคยอ่านไปแล้วรอบนึง แต่มาอ่านอีกรอบก็ยังทำให้เลือดลมพลุ่งพล่านได้เหมือนเดิม ไว้วันหลังผมจะมาเขียนเกี่ยวกับหนังสือทั้งสามเล่มนี้นะครับ (เอาแล้ว มาสัญญาแบบนี้อีกแล้ว จะได้เขียนมั้ยเนี่ย) พออ่านจบความฝันต่างๆที่เคยเลือนลาง (แต่ไม่ได้ลืมเลือน) ก็กลับมาชัดเจนในหัวอีกครั้ง เอาหละต่อไปนี้จะพยายามมากขึ้นเพื่อทำความฝันให้เป็นจริงให้ได้เลย :)

วันไหนที่ผมไม่ได้ไปมหาลัยก็อยู่บ้านครับ ช่วยแม่ขายของ หรือบางทีก็ทำงานส่วนตัวของผม เฮ่อ ไม่รู้ทำไมงานขายของมันถึงได้ยากเย็นจริงๆนะ ก็ไม่รู้ว่านิสัยของผมหยิบหย่งเองรึปล่าว หรือว่าผมไม่มีทักษะด้านการเจรจาแก้ปัญหาก็ไม่รู้ ช่วงที่ขายของก็ทำอะไรผิดพลาดไปตั้งหลายอย่าง แถมทะเลาะกับลูกค้าอีก (วันนี้ขายสีไปขาดทุนไป 40 บาท T_T) เฮ่อ คิดแล้วก็ท้อจริงๆ (ผมให้สัญญากับแม่ไว้แล้วครับว่าต่อไปนี้ผมจะไม่ทะเลาะกับลูกค้าอีกแล้ว)

ต่อไปนี้คือสิ่งที่จะทำต่อไปในช่วงปิดเทอมนี้
  1. เรียน TOEFL และสอบให้ได้คะแนนมากกว่า 90 100 คะแนน (คงสอบตอนเดือนพฤศจิกายน)
  2. ฝึกเขียนโปรแกรม C++ และ Java ให้เก่ง (พูดมาตั้งแต่ปิดเทอมนู้นแล้ว)
  3. ลองเขียนโปรแกรมภาษาใหม่ๆ
  4. ฝึกใช้งาน Ubuntu
  5. เขียนโปรแกรมที่ส่งแข่ง NSC ให้เสร็จ
  6. ทำซีเนียร์โปรเจกต์
  7. ฝึกเขียนเว็บแอพพลิเคชั่น
  8. *** เขียนเปเปอร์ให้ IEEE Potentials ***
  9. ปรับปรุงตัวเอง :P
ดูมันเยอะแยะไปหมดเลยแฮะ แต่ยังไงๆก็จะทำให้ครบให้ได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ระบายๆ

อยากเขียนบล็อก อยากอ่านบล็อก มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ว่าช่วงนี้ไม่ว่าง งานเยอะมากๆๆๆ (รึปล่าววะ? เฮ่อ! นึกถึงงานที่ทำแล้วเหนื่อยยังไงไม่รู้) นี่ก็อู้งานมาเขียนนะเนี่ย :(

บล็อกตอนนี้ไม่ได้เขียนเพื่อให้คนอื่นอ่านหรอก แต่เขียนเพื่อระบายเรื่องในหัวออกมาแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้ามีคนมาอ่านแล้วอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องแปลกใจ

เอาหละ เริ่มเขียนได้

ตอนนี้เหนื่อยจริงๆ ทั้งเหนื่อยทั้งท้อ ไม่รู้แฮะ ตอนนี้บรรยากาศการทำงานมันเครียดจริงๆ รู้สึกไม่ค่อยสนุกกับงานที่ทำแล้วแฮะ ส่วนงานที่ทำเสร็จไปก็มีปัญหา ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะแก้ปัญหาได้ เฮ่อ นี่ถ้าทีมแพ้เพราะเรานะ สงสัยเราก็จะกลายเป็นคนบาปของชมรมไปเลย

ไม่รู้ทำไมช่วงนี้อยู่ดีๆก็มีภาพปรากฎเข้ามาในหัวอยู่บ่อยๆ เป็นภาพตัวผมโดนกระบี่ (กระบี่แบบในหนังจีนนั่นแหละ) เสียบเข้าไปในอกทะลุขั้วหัวใจโผล่ออกมาทางด้านหลัง เหอๆ ความจริงก็รู้แหละว่าภาพนี้มาได้ไงแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาได้ไงวะเนี่ย สงสัยเป็นเพราะเรื่องของสืบ นาคะเสถียร (ความจริงเทียบกันไม่ได้เลย)

ยังดีนะยังมีเรื่องให้ชื่นใจอยู่บ้าง อาทิตย์ที่แล้วแม่เป็นลมในห้องน้ำตอนกลางคืน วันต่อมาไปหาหมอ หมอบอกว่าหลอดเลือดที่คอตีบทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอก็เลยเกิดอาการวิงเวียน ตอนแรกฟังก็ค่อยยังชั่ว แต่ตรวจไปตรวจมาหมอบอกให้ไปตรวจกล่องเสียงด้วยเพราะอาจจะเป็นเนื้องอกหรือไม่ก็มะเร็ง เฮ่อ ตอนนั้นนี่เครียดจริงๆ เครียดเรื่องแม่แล้วยังต้องมาเครียดเรื่องงานอีก ประสาทจะกินจริงๆ แต่ก็ค่อยยังชั่วหน่อย เมื่อวานแม่ไปตรวจกล่องเสียงแล้วไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าเนื้องอกหรือว่ามะเร็ง
วันนี้ได้กลับมาบ้านตั้งแต่หัววัน ได้กินข้าวเย็นกันทั้งครอบครัว เฮ่อ มีความสุขดีจริงๆ การมีครอบครัวเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆนะ เวลาเครียดๆได้กลับมาบ้านเห็นหน้าพ่อแม่ น้องสาว ก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว (ถ้าหากล้องได้เขียนบล็อกครั้งหน้าอาจจะมีอะไรมาอวด ฮ่าๆ)

เคยดูตัวอย่างหนังของเรื่องรักแห่งสยามมั้ย มีประโยคนึงที่ว่า "ฟังเพลงรักแล้วคิดถึงใคร" นั่นสินะ คิดถึงใครกัน วันนึงไปฟังเพลงคนไม่เอาถ่านของบิ๊กแอส ก็เป็นเพลงรักของหนุ่มสาวเพลงนึงนะ แต่พอฟังแล้วนึกถึงแม่ขึ้นมาเลยแฮะ เฮ่อ ฟังแล้วอยากจะร้องไห้ รู้สึกหดหู่ไงไม่รู้ แม่ ลูกคนนี้ของแม่ไม่มีอะไรดีเลย ไม่มีเรื่องที่น่าภูมิใจให้แม่ไปเล่าให้คนอื่นฟังได้เลย ตอนแม่ไม่สบายก็ไม่ได้อยู่ดูแลแม่ แถมเรียนก็ไม่เก่ง งานที่ทำมีปัญหาก็แก้ไม่ได้ เฮ่อ เป็นลูกที่ใช้ไม่ได้จริงๆ

ช่วงนี้ชีวิตเหมือนไม่ค่อยมีเรื่องดีๆผ่านเข้ามาเลย หรือไม่เข้ามาแล้วแต่เราไม่เห็นเอง

ปล. ไว้ว่างๆจะกลับมาขยายความเรื่องที่เขียนไว้

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551

ชีวิตผมก็โชคดีอยู่แล้ว

จากที่เคยบ่นๆเกี่ยวกับชีวิตตัวเองไปในเรื่องโรคไม่พอใจตัวเองกำเริบ วันนี้ก็รักษาโรคได้แล้วครับ แต่คิดว่าคงไม่หายขาดหรอก เออ แต่ความจริงโรคนี้มันก็รักษากันให้หายขาดยากซะด้วยสิ ไม่เป็นไรอย่างน้อยตอนนี้ก็ยังทุเลาไปได้เยอะแล้ว แถมยังกลับมาคิดได้ว่าชีวิตของผมเองนี่มันก็ดีจะตายอยู่แล้ว ไอ้ที่บ่นๆไปตอนนั้นหนะผมทำตัวเองทั้งนั้น ที่บอกว่าไม่ว่าง ต้องช่วยแม่ขายของจนไม่มีเวลาทำสิ่งที่อยากทำหนะ นั่นแหละครับ ผมทำตัวเอง เวลาว่างอะมี แต่ไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์เอง(เรียกว่าแบ่งเวลาไม่เป็น)

ชีวิตตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว มีพ่อ มีแม่ มีน้อง ทุกคนยังอยู่กันครบ ขาดแต่หมาเท่านั้น(หมาที่เคยเลี้ยงไว้ตายไปปีที่แล้ว คิดถึงมันจังหวะ เดี๋ยวครบรอบวันตายเมื่อไหร่ต้องเขียนบล็อกถึงมันหน่อย) เห็นมั้ยเนี่ยไอ้เราก็ยังมีครอบครัว ถึงจะไม่ได้เรียกว่าครอบครัวอันแสนสุขก็เถอะ แต่ก็ไม่มีปัญหาในครอบครัว(ยกเว้นแต่ผมเนี่ยแหละ ตัวปัญหา) และสภาพการเป็นอยู่ก็ไม่ได้มีปัญหาเหมือนกัน ตอนนี้มาคิดๆดูไม่อยากเรียกว่าจนแล้วครับ ยอมเรียกว่าพอมีพอกินก็ได้

แล้วก็เพราะมีพื้นฐานครอบครัวที่ดี(มั้ง) ชีวิตในสังคมก็ไม่ได้จัดว่าย่ำแย่ ค่อนข้างดีทีเดียวครับ ถ้าจะแย่ก็แย่อยู่อย่างเดียวคือปากหมาไปหน่อย คิดว่าคงโดนเพื่อนบางคนเกลียดแน่ๆเลย

ส่วนการเรียนก็เรื่อยๆครับ ความจริงก็ยังไม่พอใจหรอก แต่จะพยายามทำให้ดีขึ้นกว่านี้ครับ(พูดอย่างนี้ประจำ ทำได้กะเค้าซะที่ใหน) คอยดูนะ เทอมหน้าจะขยันมากกว่าเทอมนี้ ไม่มีอีกแล้วครับสำหรับคำว่าอ่านหนังสือไม่ทัน
ข้าพเจ้าขอสัญญาว่าข้าพเจ้าจะไม่อ่านหนังสือไม่ทันอีกแล้ว
55+ : P

เอ่อ ส่วนเรื่องความรัก...
อย่าไปพูดถึงมันดีกว่า เดี๋ยวได้มีฮือ ไม่ใช่ฮือฮานะ ฮือๆๆๆๆๆๆๆ T_T

อ่า เห็นมั้ยครับ ชีวิตผมมันก็ดี(ใช้ได้)อยู่แล้ว ไอ้ผมหนะไม่พอใจตัวเองเองตะหากหละ ต่อไปนี้จะเลิกบ่นแล้วครับ เลิกบ่นๆ : D

แล้วถ้ามีคนอ่านที่มาอ่านบล็อกนี้ก็คงมีความสุขตามไปด้วย เพราะจะได้ไม่ต้องมาฟังผมบ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกต่อไป(อย่างน้อยก็จนกว่าโรคจะกำเริบครั้งหน้าละกัน) ส่วนคนที่ไม่ได้อ่านบล็อกนี้พวกนี้ก็มีความสุขตั้งแต่ต้นอยู่แล้วครับไม่ต้องมาปวดหัวกับเรื่องของผม 55+

แต่ไม่ว่ายังไง จะเป็นใคร จะอ่านหรือไม่ได้อ่านบล็อกนี้ก็ตาม ก็ขอให้ชีวิตมีความสุขมากๆนะครับ
จากผมเอง