แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งาน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สัมภาษณ์งานกับเอไอเอส (AIS)

เสาร์ที่แล้วนู้นขณะที่เพื่อนๆที่สมัครงานที่ไหนก็ติด สัมภาษณ์ที่ไหนก็ได้ ไปเข้าค่ายกับ Accenture กัน ผมเองก็ไปสัมภาษณ์งานกับเอไอเอส (AIS) มาครับ

การสัมภาษณ์งานครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์เข้าทำงานครั้งแรกในชีวิตของผม หลังจากที่ยื่นใบสมัครกับเอไอเอสไว้นานมากจนจำไม่ได้เอไอเอสก็โทรมาเรียกไป สัมภาษณ์ครับ ก็รู้สึกว่าเค้าจะเรียกทุกคนที่สมัครไปสัมภาษณ์นะ

เค้านัดให้ไปถึง 8.15 น. ครับ ที่ตึกชินวัตร 3 ตรงซอยอารีย์ ก่อนไปก็ให้เราพรินท์และกรอกแบบสอบถามของเค้าก่อนไปด้วยครับ ตอนแรกที่กรอกผมคิดว่ามันตอบยากพอสมควรเลยครับกับแบบสอบถามของเค้า ตัวอย่างที่ผมไม่รู้จะตอบอะไรดีก็แบบว่า
  • จงอธิบายนิสัยของคุณ
  • อะไรคือข้อดีของคุณ
  • อะไรคือข้อเสียของคุณ
  • ถ้าเลือกใหม่ได้คุณอยากเลือกเรียนคณะอะไร
ผมพึ่งเคยเจอคำถามพวกนี้เป็นครั้งแรกครับตอนนั้นเลยไม่รู้จะตอบอะไรดี สิ่งที่ตอบก็เลยดูเหมือนไม่ค่อยได้เรื่องซักเท่าไหร่ แต่มาตอนนี้พึ่งมาพบว่าำคำถามพวกนี้เป็นคำถามที่จะพบได้ประจำในแบบสอบถามของการสมัครงานหรือสัมภาษณ์เลยครับ

เค้าจะแบ่งนักศึกษาที่ไปวันนั้นเป็นสองกลุ่มครับ กลุ่มนึงไปสอบข้อเขียนก่อน ส่วนอีกกลุ่มไปสัมภาษณ์ก่อน ตัวผมก็ได้ไปทำข้อสอบก่อนครับ ก็ไปถึงเค้าก็ถามว่าเรียนคอมพ์ฯหรือเทเลฯ เพราะว่าวันนั้นเค้านัดทั้งวิศวะฯคอมพ์ฯ กับวิศวะฯไฟฟ้าสื่อสาร (เรียกสั้นๆ่ว่าเทเลฯ) มาสอบพร้อมกันครับ พอฟังเสร็จผมเลยนึกว่าเค้าจะให้สอบความรู้ซะอีกเลยต้องแยกคอมพ์ฯกับเทเลฯออกไปสอบคนละที่กัน ผมก็ตอบเค้าไปว่าเรียนคอมพ์ฯครับ แล้วเค้าก็ให้ผมเข้าไปในห้องสอบ (ไอ้คนข้างหลังผมมันตอบพี่ที่ถามไปว่าเรียน "เทเลคอมม์" โอ้โห อะไรมันเก่งขนาดนั้นเรียนสองสาขาเลยเหรอวะ ฮ่าๆ )

พอเข้าห้องสอบไปปรากฎว่าข้อสอบที่ต้องทำเป็นข้อสอบทดสอบบุคลิกภาพครับ ก็ไม่รู้ว่าจะแยกคอมพ์ฯกับเทเลฯทำไมเนี่ย ก็ทำไปเรื่อยๆครับ 80 ข้อ เหนื่อยพอดูเลยทีเดียว พอสอบเสร็จก็ไปนั่งรอเข้าสัมภาษณ์ครับ อ้อ ลืมบอกว่าทางบริษัทเค้ามีขนมเลี้ยงด้วยเป็นพายจากแมคโดนัลด์ครับ ตัวผมไม่เคยกินมาก่อนเลยพึ่งมากินก็ครั้งนี้แหละครับ ผมก็กินไปตั้งสองอัน เผือกอัน ข้าวโพดอัน อยากบอกว่าไส้เผือกอร่อยจริงๆ ส่วนข้าวโพดนั้นยังกับไส้ขนมครกเลยแฮะ แต่พึ่งรู้ว่าแป้งพายของแม็คกรอบมากๆๆๆๆ ชอบๆๆ

พอโดนเรียกเข้าไปสัมภาษณ์เค้าก็ให้แนะนำตัวครับ ก็อย่างที่บอกว่านี่เป็นการสัมภาษณ์งานครั้งแรกของผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าแนะนำตัวต้องพูดอะไรบ้าง ก็เลยบอกชื่อ สถานศึกษาไป แล้วก็เงียบ ...
พี่ที่สัมภาษณ์ก็มองหน้าผมแบบว่า "เอ่อ น้อง พูดต่อซะทีสิ" แต่ด้วยความที่ไม่รู้เค้าต้องพูดอะไรกันบ้างก็เลยถามพี่เค้ากลับไปครับว่าพี่อยากให้ผมพูดอะไรบ้าง (งี่เง่าจริงๆเลยเรา -*-) แล้วก็พูดต่อตามที่พี่เค้าแนะนำมาครับ

คำถามต่างๆที่พี่เค้าถามก็ไม่มีอะไรมากครับ ไม่มีคำถามจี้แบบฟังแล้วขำ เอ้ย ไม่มีคำถามจี้ให้จนมุมครับ ก็ถามไปเรื่อยๆแบบว่าทำไมถึงอยากทำงานด้านนี้ ทำงานเป็นกะได้มั้ย ก็เรื่อยๆครับ พี่เค้าไม่ได้ถามกดดันอะไรมาก แต่ก็มีคำถามยากๆที่ตอบไม่ได้อยู่เหมือนกันครับคือเรื่อง "เรื่องผิดพลาดในชีวิตที่เราเคยทำไป" อันนี้ตอบยากจริงๆครับ แต่ก็หาอะไรตอบไปจนได้

สรุปว่าวันนั้นผมคิดว่าผลคงออกมาไม่ค่อยดีแน่ครับ เพราะไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปให้ดี ไม่ได้เตรียมคำถามต่างๆที่คิดว่าเค้าจะถามไปเพราะคิดว่าอยากจะลองตอบสดๆดูครับ (ความจริงขี้เกียจเตรียม) ถ้าผ่านรอบนี้ก็จะต้องไปสัมภาษณ์ต่ออีกทีตอนเดือนมกราคมครับ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าถ้าผมได้แล้วจะทำดีรึปล่าว (เล่นตัวอีกแหนะเรา)

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เล่าเรื่องไปสอบ IBMSD มา

จากที่เมื่อวานมาเขียนแค่ว่าไปสอบมาไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟังวันนี้เลยมาเขียนเพิ่มหน่อย

เนื่องจากว่าปีที่แล้วได้ไปสมัครฝึกงานที่ IBMSD ไว้ (แต่ไม่ติด) มาปีนี้เค้าก็ส่งเมล์มาชวนให้ไปสมัครโครงการ "IA 2009" ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะครับว่าเป็นโครงการอะไร แต่ก็ประมาณว่าพอเราเรียนจบก็ไปฝึกงานกับเค้า ถ้าเค้าเห็นว่าดีก็จะรับเราเข้าทำงานต่อเลย (หละมั้ง)

รอบสอบที่ได้เป็นรอบ 11.30 น. ครับ แต่ผมก็ไปถึงที่นู่นประมาณ 10.40 -*- ไม่รู้จะรีบไปทำไม ก็ไม่เป็นไรไปเร็วดีกว่าไปสาย แต่พอไปถึงก็อายๆครับไม่กล้าเข้าไปเพราะมาเร็วเกิน ก็เดินเล่นอยู่แถวๆนั้นครับ เดินไปซื้อไอติมที่เซเว่นกินไปแท่ง

ตอนเดินเล่นอยู่มีคนเป็นใบ้มาถามทางด้วย กว่าจะพูดกันรู้เรื่องก็กินเวลานานอยู่เหมือนกัน (คิดว่าเค้าหูหนวกด้วยนะครับ)

แล้วพอ 11 โมงผมก็เลยเดินเข้าบริษัทเค้าไป เข้าไปถึงก็เจอเพื่อนๆที่สอบรอบ 8.30 กำลังทยอยกันออกมา แล้วก็เจอทรพ.ด้วย นายทรพ.ก็บอกผมมาว่าข้อสอบเหมือนเดิมตอนที่มาสอบฝึกงานเลย เว้นแต่มีสอบภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นมา อืม งี้ผลก็คงเหมือนตอนสมัครฝึกงานสินะ ฮ่าๆ

ครับ จากนั้นพี่ที่บริษัทก็แจกใบสมัครแล้วก็ attitude test (คิดว่าเค้าเรียกอย่างงี้นะ) โดย attitude test นี่ก็เป็นภาษาอังกฤษครับ ก็ถามเกี่ยวกับพวกความคิดเห็นและความสามารถทั้งด้านคอมพ์ฯกับด้านอื่นๆ คำถามเท่าที่จำได้มีดังนี้
  • คุณคาดหวังอะไรกับการมาฝึกงานที่ IBMSD
  • คุณอยากเรียนรู้ระบบทั้งหมดของ IBMSD ก่อนทำงานในสภาวะจริงรึปล่าว
  • คุณหวังอะไรกับการได้ฝึกงานในบริษัท IT จริงๆ
  • คุณคิดว่าภาษาอังกฤษสำคัญยังไงกับการทำงานด้าน IT
  • เพื่อนๆอธิบายตัวคุณว่ายังไง
  • อะไรที่คุณชอบที่สุด ทำไม
  • อะไรที่คุณเกลียดที่สุด ทำไม
  • อธิบายมาว่าคุณมีความเป็นผู้นำยังไง
  • อธิบายมาว่าคุณเป็นคนที่อุทิศตนยังไง
  • อธิบายมาว่าคุณเป็นคนที่มี innovation ยังไง
  • คุณรู้จัก s/w ของ IBM อะไรบ้าง
  • คุณอยากทำงานที่นี่มากแค่ไหน ทำไม
นอกจากนี้ก็ถามจำพวกความสามารถด้านคอมพ์ฯ แล้วก็ถามว่าอยากทำงานหน้าที่อะไร

ผมก็ตอบไปเรื่อยๆตามแบบที่ผมคิดครับ ยกเว้นข้อที่ว่า "อธิบายมาว่าคุณมีความเป็นผู้นำยังไง" กับ "คุณอยากทำงานที่นี่มากแค่ไหน ทำไม" ตอนแรกไม่รู้จะตอบอะไรจริงๆครับ เพราะไอ้เรื่องความเป็นผู้นำนี่ผมไม่ค่อยจะมีซักเท่าไหร่ นึกไม่ออกว่าจะตอบอะไรดี ส่วนที่ถามว่าอยากทำงานที่นี่มากขนาดไหนนั้น ถ้าพูดตามตรงแล้วผมก็ไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่หรอกครับ เพราะตอนนี้เป้าหมายของผมคือหาทุนเรียนต่อ ยังไงก็ต้องหาทุนเรียนต่อให้ได้ เรื่องสมัครงานนี่ก็สมัครเผื่อไว้เท่านั้นแหละครับ (อ้าว คำพูดมันขัดกันเองกับประโยคยังไงก็ต้องหาทุนเรียนต่อให้ได้ นี่หว่า :P) แต่ในที่สุดก็หาอะไรยัดลงไปในข้อสอบจนได้ครับ

จากนั้นก็เริ่มสอบ aptitude test ครับ ข้อสอบเป็นไงเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ (ความจริงขี้เกียจอธิบาย) ข้อสอบมันข้อสอบเดียวกับตอนที่มาสมัครฝึกงานจริงๆครับ ปีที่แล้วผมทำข้อไหนไม่ได้ ปีนี้ผมก็ทำไม่ได้เหมือนเดิมเป๊ะ - -" แต่ก็ทำทันทุกข้อครับ (ถูกปล่าวนั่นอีกเรื่อง)

จากนั้นก็สอบภาษาอังกฤษครับ อันนี้ที่สอบก็มี ฟัง อ่าน แล้วก็แกรมม่า มีทั้งหมด 10 part มีทั้งเป็นแบบตัวเลือกแล้วก็เติมคำ part ไหนที่ทำผิด 3 ข้อติดกันมันจะข้าม part นั้นไป part ถัดไปเลยครับ สอบอังกฤษนี้ผมทำไม่ทันครับ เหตุผลงี่เง่ามากไม่อยากจะเล่า แถมโดนข้าม part ไป 2 ครั้งด้วย แต่ผลสอบอังกฤษนั้นเนื่องจากว่าสอบในคอมพ์ฯครับพอสอบเสร็จก็รู้ผลเลย ผมได้ระดับ 4 จาก 9 ระดับ เฮ่อ รู้ผลแล้วเศร้า อย่างนี้เหรอเนี่ยที่จะสอบ TOEFL ได้มากกว่า 100 คะแนน เฮ่อ

ต่อไปก็ขอเล่าเรื่องข้าวหมูกรอบแถวนั้นหน่อยครับ พอสอบเสร็จผมก็ถามแก๊น (ซึ่งเคยฝึกงานที่นี่และสอบรอบเดียวกัน (ยังไงก็ช่วยเข้าลิงค์นี่หน่อยเถอะครับ page view จะได้ขึ้น 55+)) ว่าแถวนี้มีร้านอะไรอร่อยบ้าง ก็ได้คำตอบมาว่ามีร้านข้าวหมูกรอบร้านนึงอร่อย ก็เลยลองไปกินตามที่เค้าแนะนำมา ก็เดินหาอยู่ซักพักครับกว่าจะเจอ พอเจอเสร็จก็เข้าไปสั่งข้าวหมูกรอบมาจานนึง ด้วยความที่ตอนสอบเสร็จก็บ่ายสองกว่าแล้วลูกค้าในร้านก็เลยไม่เยอะมาก สั่งปุ๊บรอไม่ถึงนาทีก็ได้เลยครับ พอมาถึงก็ อืม มันก็ดูธรรมดานะ แถมน้อยอีกต่างหาก (เริ่มด่าไอ้แก๊นในใจ 55+) แต่พอลองกินดูก็รู้สึกว่าอร่อยดีครับ หนังหมูมันกรอบมากกกกก น้ำราดก็อร่อยดี ชอบ เสียอย่างเดียวแพงไปหน่อย ตั้ง 30 บาทแหนะ (ความจริงราคามันก็ปกติสำหรับร้านแถวนั้นหละครับ แต่ข้าวที่ให้น้อยไปหน่อย) กินเสร็จก็จ่ายเงินครับ เบ็ดเสร็จรวมเวลาที่อยู่ในร้านแล้วประมาณ 5 นาที!!! จริงๆนะ ไม่ได้เว่อร์ ผมดูเวลาตอนก่อนเข้าร้านกับตอนออกมาเห็นว่ามันผ่านไปแค่ 5 นาทีเอง นี่เป็นการกินข้าวที่เร็วที่สุดในชีวิตเลยมั้ง

แล้วจากนั้นก็เดินหาป้ายรถเมล์เพื่อนั่งรถเมล์กลับบ้าน

จบ

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ไปสอบ IBM Solution Delivery

วันนี้ไปสอบ IBM SD มาครับ

จบ

ปล. วันนี้ยังไม่ค่อยมีอารมณ์เขียนเท่าไหร่ (ไม่ใช่อารมณ์ไม่ดีนะ แต่อารมณ์ดีจนไม่อยากจะทำอะไรแล้ว) แต่เดี๋ยวจะมาพูดเรื่องนี้ใหม่

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ระบายๆ

อยากเขียนบล็อก อยากอ่านบล็อก มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ว่าช่วงนี้ไม่ว่าง งานเยอะมากๆๆๆ (รึปล่าววะ? เฮ่อ! นึกถึงงานที่ทำแล้วเหนื่อยยังไงไม่รู้) นี่ก็อู้งานมาเขียนนะเนี่ย :(

บล็อกตอนนี้ไม่ได้เขียนเพื่อให้คนอื่นอ่านหรอก แต่เขียนเพื่อระบายเรื่องในหัวออกมาแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้ามีคนมาอ่านแล้วอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องแปลกใจ

เอาหละ เริ่มเขียนได้

ตอนนี้เหนื่อยจริงๆ ทั้งเหนื่อยทั้งท้อ ไม่รู้แฮะ ตอนนี้บรรยากาศการทำงานมันเครียดจริงๆ รู้สึกไม่ค่อยสนุกกับงานที่ทำแล้วแฮะ ส่วนงานที่ทำเสร็จไปก็มีปัญหา ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะแก้ปัญหาได้ เฮ่อ นี่ถ้าทีมแพ้เพราะเรานะ สงสัยเราก็จะกลายเป็นคนบาปของชมรมไปเลย

ไม่รู้ทำไมช่วงนี้อยู่ดีๆก็มีภาพปรากฎเข้ามาในหัวอยู่บ่อยๆ เป็นภาพตัวผมโดนกระบี่ (กระบี่แบบในหนังจีนนั่นแหละ) เสียบเข้าไปในอกทะลุขั้วหัวใจโผล่ออกมาทางด้านหลัง เหอๆ ความจริงก็รู้แหละว่าภาพนี้มาได้ไงแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาได้ไงวะเนี่ย สงสัยเป็นเพราะเรื่องของสืบ นาคะเสถียร (ความจริงเทียบกันไม่ได้เลย)

ยังดีนะยังมีเรื่องให้ชื่นใจอยู่บ้าง อาทิตย์ที่แล้วแม่เป็นลมในห้องน้ำตอนกลางคืน วันต่อมาไปหาหมอ หมอบอกว่าหลอดเลือดที่คอตีบทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอก็เลยเกิดอาการวิงเวียน ตอนแรกฟังก็ค่อยยังชั่ว แต่ตรวจไปตรวจมาหมอบอกให้ไปตรวจกล่องเสียงด้วยเพราะอาจจะเป็นเนื้องอกหรือไม่ก็มะเร็ง เฮ่อ ตอนนั้นนี่เครียดจริงๆ เครียดเรื่องแม่แล้วยังต้องมาเครียดเรื่องงานอีก ประสาทจะกินจริงๆ แต่ก็ค่อยยังชั่วหน่อย เมื่อวานแม่ไปตรวจกล่องเสียงแล้วไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าเนื้องอกหรือว่ามะเร็ง
วันนี้ได้กลับมาบ้านตั้งแต่หัววัน ได้กินข้าวเย็นกันทั้งครอบครัว เฮ่อ มีความสุขดีจริงๆ การมีครอบครัวเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆนะ เวลาเครียดๆได้กลับมาบ้านเห็นหน้าพ่อแม่ น้องสาว ก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว (ถ้าหากล้องได้เขียนบล็อกครั้งหน้าอาจจะมีอะไรมาอวด ฮ่าๆ)

เคยดูตัวอย่างหนังของเรื่องรักแห่งสยามมั้ย มีประโยคนึงที่ว่า "ฟังเพลงรักแล้วคิดถึงใคร" นั่นสินะ คิดถึงใครกัน วันนึงไปฟังเพลงคนไม่เอาถ่านของบิ๊กแอส ก็เป็นเพลงรักของหนุ่มสาวเพลงนึงนะ แต่พอฟังแล้วนึกถึงแม่ขึ้นมาเลยแฮะ เฮ่อ ฟังแล้วอยากจะร้องไห้ รู้สึกหดหู่ไงไม่รู้ แม่ ลูกคนนี้ของแม่ไม่มีอะไรดีเลย ไม่มีเรื่องที่น่าภูมิใจให้แม่ไปเล่าให้คนอื่นฟังได้เลย ตอนแม่ไม่สบายก็ไม่ได้อยู่ดูแลแม่ แถมเรียนก็ไม่เก่ง งานที่ทำมีปัญหาก็แก้ไม่ได้ เฮ่อ เป็นลูกที่ใช้ไม่ได้จริงๆ

ช่วงนี้ชีวิตเหมือนไม่ค่อยมีเรื่องดีๆผ่านเข้ามาเลย หรือไม่เข้ามาแล้วแต่เราไม่เห็นเอง

ปล. ไว้ว่างๆจะกลับมาขยายความเรื่องที่เขียนไว้

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551

ซีเนียร์โปรเจกต์ กับ อาชีพวิศวกร

สงสัยมาซักพักแล้วครับว่าถ้าผมจบวิศวะฯคอมฯไปแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไรดี รู้แต่ว่าผมไม่ค่อยอยากจะไปเป็นโปรแกรมเมอร์ซักเท่าไหร่แฮะ เหตุผลแรก เงินเดือนไม่ดี (ฟังจากพี่ที่ที่ผมไปฝึกงานเล่ามานะ) เหตุผลที่สอง ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบเขียนโปรแกรมนะครับ แต่ผมว่ามันไม่ได้ใช้ความรู้ที่ผมเรียนมาเลย เสียดายความรู้ครับ แต่ก็นั่นแหละก็ไม่รู้ว่า

ก็ลองถามพี่ที่ทำงานดูครับ พี่เค้าก็เล่าให้ฟังถึงคนที่เค้ารู้จัก ส่วนใหญ่ก็เป็นโปรแกรมเมอร์กันครับ แล้วก็มีพวกนักวิเคราะห์ระบบ (งานนี้ขอผ่านอย่างแรง) มีพวกเน็ตเวิร์กบ้าง พวกดูแลฐานข้อมูลบ้าง อืม เท่าที่ฟังดูงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าทำเอาซะเลยครับ รู้สึกว่างานพวกนี้มันไม่ใช่งานวิศวกรเอาซะเลย (แต่งานเน็ตเวิร์กต้องใช้ความรู้ที่เรียนมาเหมือนกันนะ)

ตอนนั้นถ้าถามผมว่าอยากทำงานอะไรผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับ รู้แต่ว่าอยากทำงานที่มันได้ใช้ความคิด ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยากทำงานที่มันเรียกได้ว่าเป็นวิศวกรจริงๆ ไม่ใช่งานโปรแกรมเมอร์แบบที่ว่าจบบัญชี จบเศรษฐศาสตร์มาก็ทำได้ (บางบริษัทรับพวกที่จบพวกนี้แล้วส่งไปฝึกเขียนโปรแกรม) ไม่ใช่งานแบบที่จบปวช. ปวส. มาก็ทำได้

แล้วงานอย่างนั้นมันมีงานอะไรบ้างหละ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่างานอย่างที่ผมต้องการมันจะออกมาเป็นแนวไหน จนกระทั่งวันเสาร์ที่แล้ว(20 เม.ย) ผมไปฟังอาจารย์ที่มหาลัยพูดเรื่องซีเนียร์โปรเจกต์มาครับ ฟังแล้วแบบว่า โห
นี่แหละ งานของวิศวกร
นี่แหละ ถ้าผมจบไปผมอยากทำงานพวกนี้
นี่แหละ งานพวกนี้มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เอ่อ ไม่ใช่ เว่อไปนิด หมายถึงมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ตัวอย่างโปรเจกต์ที่อาจารย์เสนอให้ทำ
  • หาการวางตัวของนิ้วมือเมื่อต้องการหยิบจับสิ่งของ อันนี้ค่อนข้างไปทางโรบอทนิดๆ คือหาว่าถ้ามือหุ่นยนตร์ต้องการจับของชิ้นนึงนิ้วของมือนั้นต้องจับตรงไหนบนวัตถุบ้าง (เอาไปประยุกต์ใช้กับแอนิเมชันได้ด้วย)
  • สร้างแบบจำลอง 3 มิติของภาพมุมมองเดียว (เฉพาะภาพวิว) ปกติแล้วการสร้างแบบจำลอง 3 มิติจากภาพต้องใช้ภาพมากกว่า 1 มุมมองครับ ดังนั้นถ้าพูดจริงๆอันนี้ทำไม่ได้แน่ๆครับถ้าไม่ได้กำหนดว่าเป็นภาพวิว (ที่บอกว่าทำไม่ได้แน่ๆ ก็ไม่แน่หรอกนะ มนุษย์เราหนะเก่งจะตาย)
  • หาวิธีการชดเชยคุณภาพของรูป ปกติกล้องวิดีโอที่ใช้ในสตูดิโอจะมีการตัดรายละเอียดของรูปออกไป ด้วยเหตุผลในด้านความเร็วในการส่งข้อมูล ทำให้ภาพที่ได้มีรายละเอียดที่ลดลงครับ ถ้าเอาภาพมาประมวลผลบางอย่างทำให้ได้ภาพที่ไม่ชัดเจน โปรเจกต์นี้ก็หาวิธีการชดเชยคุณภาพของภาพให้กลับคืนมาครับ
  • สร้างเกมหุ่นยนตร์ อันนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ แต่ฟังแล้วสะใจดี อยากทำนิดๆเหมือนกัน
  • จับหน้าคนว่าคนๆนั้นกำลังมองมาทางกล้องอยู่รึปล่าว อันนี้น่าสนใจมากครับ ฟังปุ๊บรู้สึกอยากทำมากๆๆๆๆเลยครับ อันนี้อาจารย์บอกว่าสามารถเอาไปขายบริษัทได้ด้วยนะ แบบว่าติดตามป้ายโฆษณา จะได้รู้ว่าวันๆนึงมีคนมองป้ายกี่คน
ไอ้ที่ผมฟังแล้วสนใจก็มีพวกนี้แหละครับ นอกนั้นไม่ใช่แนวผมเท่าไหร่

ก็จากที่ฟังอาจารย์เล่าโปรเจกต์ของเค้าให้ฟังแล้ว ผมว่าเนี่ยแหละครับ งานวิศวกรเลยหละ (ไม่รู้คนอื่นคิดไง) แถมหลังจากที่ฟังเสร็จ จิตใจผมค่อนข้างเอนเอียงไปทางด้านงานวิจัยเอามากๆเลยหละครับ ตอนนี้อยากเป็นอาจารย์ขึ้นมาแล้วแฮะ (ที่ต้องเป็นอาจารย์ เพราะในไทยเห็นที่ทำงานวิจัยกันมีแต่ในมหาลัย บริษัทเอกชนไม่ค่อยมี ไม่เกี่ยวกับข่าวนี้นะ)

แต่ก็ติดขัดเรื่องเงินเดือนครับ ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าเงินเดือนของอาจารย์มันจะเท่าไหร่ แต่คิดว่าคงไม่สูงแน่ๆ (เดาเอา) เฮ่อ ไอ้ผมยิ่งใช้เงินเก่งอยู่ด้วยเนี่ยสิ -*-

ช่วงนี้ก็เลยค่อนข้างสับสนกับชีวิตครับ ไม่รู้จะเอาไงกับมันดี จะเรียนต่อหรือทำงานดี แล้วมันจะมีผลต่อชีวิตไงบ้าง สับสนไปหมดแล้วครับ ยิ่งเห็นเพื่อนคนอื่นเค้าก็มีจุดมุ่งหมายกันหมดแล้ว

โอ้ย สับสนๆ

ปล. พูดเรื่องงานกับโปรเจกต์อยู่ดีๆทำไมกลายมาเป็นปัญหาชีวิตไปได้วะ

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

การฝึกงานและชีวิตมนุษย์เงินเดือน

ผ่านไปสองอาทิตย์แล้วครับสำหรับการฝึกงาน ผมเองฝึกที่ KCS ครับ คร่าวๆเกี่ยวกับบริษัทก็เป็นบริษัทที่คอยสนับสนุนงานด้านไอทีของธนาคารกรุงไทยครับ ตัวบริษัทก็มีหลายสาขา วันแรกที่เริ่มทำงานเค้าก็จะจัดให้แต่ละคนไปประจำสาขาต่างๆกันครับ

นักศึกษาฝึกงานที่นี่ก็มียี่สิบห้าคนครับ มีมหาลัยผมซะสิบสามคน ก็ได้มาทำที่สาขาเดียวกันหมดเลยครับ ตรงเพลินจิต(เดินทางสะดวกใช้ได้) ไม่รู้ว่าดีรึปล่าว แต่ก็อดทำความรู้จักเพื่อนใหม่เลย(โดยเฉพาะผู้หญิง(พูดยังกับจะกล้าเข้าไปคุยแหนะ 55+))

ที่บริษัทก็แบ่งเป็นหลายๆแผนกครับ ผมกับเพื่อนๆก็แบ่งๆกันไป แผนกที่ผมได้ไปอยู่ก็แผนก op ครับ คิดว่ามันน่าจะย่อมาจาก opertional นะ(คงไม่ได้ย่อมาจาก operator หรอก) ที่แผนกก็มีหน้าที่หลักๆคือเขียนโปรแกรมครับ

เข้างานไปวันแรกกว่าจะฟังเรื่องเกี่ยวกับบริษัทเสร็จก็ราวๆสิบเอ็ดโมงครับ ไปถึงเค้าก็ให้ผมนั่งเฉยๆ ตอนนั้นก็อึดอัดน่าดู คนข้างๆเค้าทำงานกันหมด ก็เลยคิดว่าจะเข้าไปถามหัวหน้างานดูว่ามีอะไรให้ผมทำรึปล่าว ผลปรากฎว่า
หัวหน้า - ทำอะไรเป็นบ้าง
ผม - (ก็พูดๆไป ไอ้เราก็เขียนโปรแกรมเป็นอย่างเดียวซะด้วย)
หัวหน้า - เขียน JSP เป็นมั้ย
ผม - ไม่เป็นครับ
หัวหน้า - เขียน flash เป็นมั้ย
ผม - ไม่เป็นครับ
หัวหน้า - เขียน ... เป็นมั้ย
ผม - ไม่เป็นครับ
หัวหน้า - แล้วไอ้...นี่หละ
ผม - ไม่เป็นครับ
...
หัวหน้า - ชงกาแฟเป็นมั้ย
ผม - ไม่เป็นครับ เป็นแต่โอวัลติน
(เอ่อ สองบรรทัดสุดท้ายล้อเล่นนะครับ)

สุดท้ายเค้าก็ให้พี่ที่ทำงานมาสอนผมเขียน JSP ครับ แล้วพี่ก็เลยลองให้การบ้านมาทำทดสอบความเข้าใจดู ก็สนุกดีครับ ความจริงทำไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ แต่พี่ที่นั่งข้างๆผมเค้าก็คอยมาช่วยดูให้ครับ(พี่เค้าไม่ใช่พนักงาน KCS แต่เป็น outsource ที่จ้างมา) เค้าก็ใจดีครับ ชวนคุยแบ่งขนม ช่วยดูงานให้ รู้สึกขอบคุณพี่เค้ามากจริงๆครับ

ถ้าถามว่างานที่ทำน่าเบื่อมั้ย ผมว่าก็สนุกนะครับ เพียงแต่บรรยากาศมันค่อนข้างอึดอัด(มันมีสาเหตุแต่ยากจะอธิบาย) พอจบวันๆนึงผมจะรู้สึกเหนื่อยมากเลยครับ แล้วพอเสาร์อาทิตย์มาถึง โห การอยู่บ้านมันมีความสุขอย่างนี้นี่เอง :)

หลังจากที่ฝึกงานมาได้ซักพัก ผมก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตมนุษย์เงินเดือนนี่มันค่อนข้างลำบาก(แกมสงสาร)พอสมควรเลยครับ(ผมไม่ได้เรียกว่าแย่นะครับ) ต้องมาทำงานเป็นเวลา ตอนกินข้าวก็เป็นเวลา แล้วตอนเที่ยงแถวนั้นนี่คนเยอะมากเลยครับ ต้องมาแย่งกันกินข้าว งานก็หนัก เงินเดือนก็น้อย(รึปล่าว?? ผมถามพี่ที่นั่งข้างๆว่าเค้าได้เงินเดือนเท่าไหร่ เค้าไม่ยอมบอก บอกแต่ว่า outsource อย่างเค้าได้เงินดีกว่าพนักงานประจำ)

ถ้าต้องมาเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วได้งานฝ่ายอธรรม เอ๊ย งานที่ไม่ชอบธรรม เอ๊ย ไม่ชอบทำ(จะเล่นทำไมวะเนี่ย) ชีวิตนี่เหมือนตกนรกจริงๆนะครับเนี่ย อืม ไม่อยากจะคิดเลยว่าพอผมเรียนจบไปแล้วจะเป็นยังไง เฮ่อ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยเนี่ยว่าตัวเองอยากทำงานอะไร(ยังไม่รู้ด้วยซ้ำเลยมั้งว่าตัวเองชอบธรรมอะไร แต่น่าจะเป็นศีล 5 นะ น้อยดี เฮ้ยไม่ใช่ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบทำอะไร(จะเล่นอีกทำไมวะเนี่ย))

เฮ่อ พอมาเขียนถึงเรื่องนี้แล้วเครียดไงไม่รู้แฮะ ไม่ได้เครียดที่เล่นมุขแป้กนะ แต่เครียดเรื่องอนาคต รู้สึกกลัวอนาคตขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ ไม่อยากจะคิดถึงมันเลย

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551

ตามหาหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุข แต่กลับเจอคนที่มีความสุขกับงานที่ทำ

อย่างที่บอกไปในหลายๆครั้งแล้วครับว่าตอนนี้ผมกำลังอยากอ่านนิยายโรแมนติกคอมเมดี้อยู่(และต้องเขียนโดยนักเขียนตะวันตกด้วยนะ อีกอย่างถ้าเป็นไปได้เป็นคนอเมริกันด้วยยิ่งดี) อาทิตย์นี้ผมก็เลยแวะไปหอสมุดกลางหรือไม่ก็ร้านหนังสือบ่อยเป็นพิเศษครับ(เพราะว่าผมต้องไปมหาลัยทุกวันครับ เลยสามารถแวะก่อนกลับบ้านได้)

ซึ่งร้านหนังสือที่ผมแวะดูก่อนกลับบ้านถ้าไม่ใช่ศูนย์หนังสือจุฬาฯก็ดอกหญ้าที่อนุสาวรีย์ครับ แล้วศูนย์หนังสือจุฬาที่สยามนั้นเคยไปดูกับไอ้ฟามาแล้ว ซึ่งไอ้หนังสือแนวที่ผมต้องการมีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ไม่ใช่สิ ก็มีมากแหละครับแนวโรแมนติกคอมเมดี้เนี่ย แต่ไอ้ที่เป็นหนังสือแปลตะวันตกหนะไม่ค่อยมี ที่เห็นก็มีแต่ของไทยหรือไม่ก็ของเกาหลีครับ ส่วนที่หอสมุดกลางนั้นก็เหมือนกันครับ มีไม่ค่อยเยอะ(หรือผมหาไม่เจอเองก็ไม่รู้)

แล้วเมื่อวานนี้ผมก็ลองเดินไปที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯศาลาพระเกี้ยวดูครับ ก็ไปดูหนังสือย่างเดิมนั่นแหละ แล้วก็เจอหนังสือเรื่องที่ถูกใจเรื่องนึงจนได้ เป็นเรื่องรักคอมเมดี้ แถมคนแต่งยังเป็นคนอเมริกันอีกแหนะ : ) แต่ยังไม่ได้ซื้อครับ เพราะคิดไปคิดมาเดี๋ยวก็มีงานหนังสือแล้ว รอไปซื้อที่งานหนังสือทีเดียวดีกว่า มีส่วนลดด้วย -*- ก็รู้แหละครับว่า ความคิดแบบนี้เป็นสิ่งไม่ดี(ไม่ควรเอาอย่าง) เพราะถ้าทุกคนคิดแบบนี้กันหมด สุดท้ายแล้วร้านหนังสือก็ขาดรายได้และอาจต้องปิดกิจการไป(แล้วเรื่องนี้เคยเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันว่า งานหนังสือมีผลกระทบต่อร้านรายย่อยหรือปล่าว) แต่ว่าตอนนี้ผมอยากได้หนังสือหลายเรื่องอยู่ครับส่วนลดนิดหน่อยก็มารวมๆกันพอซื้อเรื่องใหม่ได้เรื่องนึง เพราะงั้นก็เลยยังไม่ได้ซื้อครับ รองานหนังสือทีเดียวเลย

พอดูหนังสือเสร็จก็เดินไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้คืน นึกออกมั้ยครับ ก่อนเข้าร้านหนังสือบางร้านเค้าบังคับให้ลูกค้าฝากกระเป๋าก่อน ก็เอากระเป๋าไปฝากแล้วเค้าก็ให้ป้ายมาอันนึง พอก่อนกลับก็เอาป้ายไปให้คืนแล้วก็ให้ของกลับมาครับ(จะอธิบายทำไมวะเรา เค้ารู้จักกันทุกคนอยู่แล้ว) ก็ตอนที่ผมเดินไปที่เคาท์เตอร์ฝากของ มีลูกค้าศูนย์หนังสือกำลังเอาของคืนอยู่คนนึง เจ้าหน้าที่รับฝากของก็หยิบของคืนให้ลูกค้าคนนั้นครับ แล้วพอคืนของให้เสร็จเจ้าหน้าที่ก็ยกมือไหว้ขอบคุณลูกค้าคนนั้นด้วย O_O อะไรจะมารยาทดีขนาดนั้น ตอนแรกผมก็คิดว่าบางทีเค้าอาจจะรู้จักกันมาก่อน เจ้าหน้าที่รับฝากของเลยยกมือไหว้ แต่ดูท่าทางแล้วเหมือนจะไม่ใช่แฮะ ดูเหมือนเค้าเต็มใจที่จะทำมากกว่า หน้าตาเค้ายิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าดี พอเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจไงไม่รู้ เค้าเป็นแค่เจ้าหน้าที่รับฝากของแต่ท่าทางเค้าพอใจในงานที่ทำมากครับ ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าเงินเดือนของเค้าจะเท่าไหร่แต่เดาว่าคงไม่มากนัก ถ้าเป็นผมตัวผมเองมาทำงานนี้ก็ทำส่งๆไปแหละ ไม่มัวมามีมารยาทขนาดนี้หรอก ทำแค่ไม่โดนไล่ออกก็พอแล้ว -*- แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ได้คิดเหมือนผมครับ เค้าคงคิดว่าเมื่อได้มาทำงานแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่างานนั้นจะไม่ใช่งานที่สำคัญอะไรนักหนาก็ตาม(มั้งนะ ผมคิดเอาเอง) พอคิดได้แบบนั้นก็รู้สึกแย่ยังไงไม่รู้ นึกถึงตัวเองตอนทำงานที่บ้านเลย ขนาดเป็นร้านของแม่ผมเองแท้ๆผมยังไม่ได้ใส่ใจขนาดนี้เลย บางครั้งก็หน้างอใส่ลูกค้าอีก : (

พอคิดได้แบบนี้ผมก็คิดว่าพอผมรับกระเป๋าแล้วเดี๋ยวจะขอบคุณเค้าซักหน่อยเป็นการตอบแทน : ) แต่ก็ปรากฎว่าพอผมกำลังจะพูดเค้าก็ชิงขอบคุณผมก่อนครับ แล้วก็ยังบอกผมว่าขอให้ผมโชคดีอีกแหนะ โห ทำงานคุ้มค่าจ้างจริงๆครับ

พอเห็นแบบนั้นผมก็คิดว่าเค้าคงเป็นคนที่มีความสุขกับการทำงาน ไม่ได้หมายความว่าเค้าทำงานแล้วมีความสุขนะครับ แต่หมายความว่าเค้าทำตัวเองให้มีความสุขกับงานที่เค้าทำ(งงมั้ย) ไม่รู้สิว่าจริงรึปล่าว แต่ผมคิดอย่างนั้นนะ บางทีคนเราคงต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบบ้างแหละ

แล้ววันนี้ผมก็ไปที่ศูนย์หนังสืออีกรอบครับ ไปดูชื่อหนังสือที่จะซื้อ เพื่อไปซื้อในงานหนังสือ ตอนผมไปเอากระเป๋าคืนก็เป็นเหมือนเมื่อวานครับ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ขอบคุณผมแล้วก็ขอให้ผมโชคดีเหมือนเดิม : )

แหม ดีจังนะครับ ผมก็อยากเป็นคนที่มีความสุขกับงานที่ทำบ้างจัง